คาราวาน ผู้สื่อข่าวทางด้านดนตรี
" คาราวาน ผู้สื่อข่าวจากแดนไกลเราเดินทางมาจากดินแดนแห่งใบขวานมาจนสุดดินแดนแห่งด้ามขวานเพื่อบอกข่าวเรื่องราวของพี่น้อง "
บุคลิกพิเศษของคาราวานประการหนึ่งก็คืออดีตนักรบเดนตายในสงครามลัทธิ ที่เกิดขึ้นในประเทศของเราชั่ว 5-6ปี ในสงครามลัทธิ ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างยากที่จะยกมาเล่าให้
ฟังอย่างละเอียด เป็นทั้งผู้ลั่นไกสังหารและเป็นผู้ขับกล่อมสร้างสรรค์ในเวลาเดียวกัน
ปัจจุบัน คือชีวิตดิ้นรน ต่อสู้เพื่อความอยู่รอดท่ามกลางกระแสลมอันแปรปรวนทางสังคมเศรษฐกิจการเมือง ความไม่แน่นอนต่างๆ เราเป็นเพียงกองเกวียนเล็กๆที่พร่ำร้องในสิ่ง
ที่รักที่เราเชื่อบทเพลงทั้งหมดคือสิ่งที่บอกเล่าเรื่องราวของมันเอง ที่แน่นอนประการหนึ่งคือความจริงใจและความพยายามสร้างสรรค์อย่างเหนี่อยยาก
เพราะเราไม่ใช่ผู้สันทัด เราเป็นผู้เรียนรู้ประสบการณ์...จากประสบการณ์และเก็บเกี่ยวมาฝากสู่พี่น้อง ผองเพื่อนด้วยจิตปรารถนาดี ทำเองสร้างเอง คาดว่าพี่น้องผองเพื่อนคงเข้าใจเจตนาตราบใดที่โลกยัง ระงมด้วยความเจ็บปวดของพี่น้องผองเพื่อนคาราวานจะไม่หยุดยั้งพร่ำร้องพรรณนาตามวิสัย...จนกว่าจะสิ้นแรง
..จากความในใจของสุรชัยและผองเพื่อนคาราวาน
สุรชัย จันทิมาธร (หงา)
ปี พศ. 2508 เด็กหนุ่มจากจังหวัดสุรินทร์ ได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเข้ามาหาความหมายของชีวิตและความใฝ่ฝันที่จะเรียนทางด้านศิลปะ ด้วยเงิน 300 บาทที่ทางบ้านได้ส่งให้
ชีวิตของคนไม่ได้เรียบง่าย สองปีแรกสุรชัย สอบเข้าช่างศิลป์ไม่ได้เหมือนที่ฝัน จึงเรียนการช่างนนท์อยู่ 1 ปี ด้วยชีวิตที่ดิ้นรนในเมืองหลวงจึงทำให้เงิน 300 บาทที่พ่อส่งมาให้ไม่เพียงพอ
หลังจากที่เข้าเรียนช่างศิลป์ได้สองปี ก็ต้องออก เพราะความลำบากในด้านการเงิน สุรชัยจึงตัดสินใจที่จะไม่เรียนต่อ นับแต่นั้นชีวิตของเด็กหนุ่มก็ออกมาผจญชีวิตด้วยตัวเอง
" เพลงเก่าๆ จะมีคนขอฟังอยู่มากถึง 80 % เพลงใหม่แต่งไปเท่าไรมีคนสนใจน้อย รู้สึกเซ็งๆ
นิดหน่อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีคนฟัง มีคนซื้อเทป แต่ไม่มากอะไร จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าอะไร เพราะโดยตัวเองแล้วคิดว่า จะทำเพลงไปเรื่อยๆ ไม่ยึดติดกับเพลงเก่าๆ ทนไม่ไหวเหมือน
กัน อยากทำเพลงใหม่ๆ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับการต้อนรับอะไรมากก็ไม่เป็นไร
อนาคตก็ไม่รู้เหมือนกัน ไม่ค่อยได้คิดหรอกอยู่มาจนธรรมดาแล้ว ก็หวังว่าจะดีขึ้นกว่านี้ในเรื่องชีวิตส่วนตัวและการงาน ถ้าถามว่าตอนนี้รวยหรือเปล่า ไม่รวย
นะเมื่อเทียบกับที่เขารวยๆกันมันคนละเรื่องที่พูดกันเพราะเปรียบเทียบสมัยก่อน ตอนนั้นไม่ได้ยึดเงินตรา ปัจจุบันนี้ก็ไม่ได้ยึดถือแต่ต้องทำงาน เพราะไม่มีใครมาเลี้ยงเรา
ต้องเลี้ยงตัวเอง ยังหวังว่าสังคมจะดีขึ้น หวังว่าจะมีหนทางใหม่ๆช่วยเหลือสังคมได้ "
วีรศักดิ์ สุนทรศรี (แดง)
เกิดที่กรุงเทพ แต่ไปโตที่อีสาน คลุกคลีอยู่กับทหาร จี. ไอ. ตั้งแต่จ.อุดร ถึง โคราชสัมผัสอยู่กับ ทหารอเมริกัน ปัญหาโสเภณี เด็กหัวแดง และปัญหาอธิปไตยของชาติ
แดง เดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ อีกครั้งเมื่อปี 2514 โดยเรียนที่รามคำแหงและได้เข้ากับกลุ่มนักเขียน จนได้มาพบกับ สุรชัย จันทิมาทร
" เรื่องความฝันนี่อาจจะมาสุดทางแล้วมั้ง ผมฝันมามากจนคิดว่าเดินทางมาจนสุดทางฝัน เพราะฝันแล้วไม่เคยเป็นอย่างที่ฝัน ฝันอยากให้โลกสวยงาม แต่เหมือนมันกลับแย่ลง เน่าลง ตอนวัยหนุ่มนี่มีความฝันมากในเชิงอุดมคติ แต่พอวัยขนาดนี้ก็เหมือนสุดทางแล้วไม่ต้องฝันอีก ต่อไปเป็นอย่างไรก็ช่าง ปล่อยๆมันไป ฝันมากไปก็ไม่ได้เราต้องลงมือทำแล้ว
ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ท้อแท้ ถ้าเหนื่อยล้าก็หยุด มีแรงก็ทำต่อ "
มงคล อุทก (หว่อง)
นักศีกษาวิชาศิลปกรรม วิทยาลัยเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หนึ่งในสมาชิกวงดนตรีบังคลาเทศแบนด์ จาก อ. พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด ดินแดนแห่งเสียงแคน หมอลำ และทุ่งแล้งกุลา
" ชีวิตที่ผ่านมาก็เปลี่ยนไปตามธรรมชาติ จากที่เคยอยู่ด้วยกัน ในบ้านหลังเดียวกันไม่มีทรัพย์สมบัติ ไม่มีผลประโยชน์จนเป็นตายร่วมกันแล้วกลับออกมา ที่เห็นได้ชัดว่าเปลี่ยนคือ
ต่างคนต่างมีครอบครัว แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปเลยคือ ความเป็นเพื่อน ทรรศนะต่อการงานที่ยังเห็นด้วยกันเหมือนเดิม เข้าใจกัน เพราะว่าช่วงชีวิตหนุ่มได้ต่อสู้มาแล้วอย่างรุนแรง
ตามสภาพสังคมตอนนั้น เข้าป่าถือปืนก็ล้มเหลวมาแล้ว เรารู้ว่าสมควรจะทำอย่างไรจึงจะดีที่สุด ทุกคนมีเป้าหมายเหมือนกันคือ ทำเพลงเก่าให้ยังอยู่ ส่วนเพลงใหม่ก็แสดงทรรศนะ
ไปบ้างตามสภาพสังคมที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน "
ทองกราน ทานา (อืด)
นักศึกษาวิชาศิลปกรรมวิทยาลัยเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หนึ่งในสมาชิกวงบังคลาเทศแบนด์ เคยจน จนถึงที่สุดต้องกินน้ำเปล่ากับมงคล อุทก ทำให้เป็นที่มาของเพลง ลุกขึ้นสู้
" คืออยากจะบันทึกเพลงเกี่ยวกับธรรมชาติ เสียงนก กบ เขียดไม่จำกัดเป็นแนวใด ที่ตรงนั้นมันเงียบอยู่ในธรรมชาติด้วย มีเวลาคิด อยู่กรุงเทพส่วนใหญ่เป็นเรื่องงาน
เวลาจะคิดสร้างสรรค์อะไรก็ไม่พอแต่ก็จะไปๆมาๆ เพราะยังต้องทำบริษัทคาราวาน ผมอยากทำอะไรเล็กๆ เพราะไม่สามารถที่จะไปวิ่งเต้นเข้าสู่ระบบทุนนิยมได้
ก็คิดในส่วนไม่ไปอิงอยู่กับคนอื่นมากนัก ไม่ต้องร่ำรวยหรือต้องการเงินทองมากๆเอาแค่พออยู่ได้ก็พอ "